ความเดิม สู่เส้นทางธรรม
แม้รอดตายจากอำนาจกาม กระนั้นก็ทำให้คลายความเชื่อถือในแนวธรรมที่ดำเนินมา แบบว่าทำงานไปเสียสละไป เมื่อใดเห็นกิเลส ก็เอาความคิดเข้าเคลียร์ แล้วก็เข้าใจว่า นี่แหละสัมมาสังกัปปะ นี่แหละวิปัสสนา นี่แหละมรรคมีองค์ ๘ แต่ถึงจะคลายความเชื่อถือไปบ้าง แม้นั้นก็เหมือนยังไม่สิ้นสงสัยในปฏิปทา อาตมาจึงยังเป็นอยู่เป็นไปแบบเดิมๆ เพียงเพิ่มความสนใจสมาธิกลับมาบ้างเล็กน้อย
พร้อมนี้ก็ยังคงอุตสาหะในการงาน คือไม่หยุดอยู่แค่สนทนาธรรม เขียนหนังสือ จัดกิจกรรมศีล ๘ อาตมายังทำ เทปธัมมะแจกผู้มาปฏิบัติธรรมและผู้สนใจอีกด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ก็ไม่ได้คิดมาก่อน แต่เป็นไปโดยธรรม คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๔-๒๕๔๕ แล้ว เวลาอาตมาเทศน์ จะเป็นวันเสาร์ ช่วงก่อนฉันก็ตาม หรือช่วงธัมมะจากพระไตรปิฏกภาคบ่ายวันอาทิตย์ก็ตาม ก็มักจะมีคนสนใจ ยิ่งสมัยเทศน์ใหม่ๆ ไฟแรง กำลังดี เนื้อหาโดน ก็มีผลทำให้คนอยากได้เทปบันทึกเสียงไปฟังซ้ำ แต่ตอนนั้นไม่มีใครทำสนอง เพราะเจ้าหน้าที่สมัยนั้นให้ความสำคัญกับการเทศน์ของครูบาอาจารย์เป็นหลัก แต่อาตมาเห็นว่า โรงเรียนดีควรมีหลายชั้นปอ. นั่นแหละการดำริทำเทปจึงเกิดขึ้น
พอดีกับช่วงนั้น คุณ เต๊ะ ลำนำ บริจาคเทปให้อาตมาลังหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าไปรู้ความประสงค์ของอาตมา มาจากใคร อาตมาก็ทำ โดยอาศัยยืมเครื่องก๊อปปี้เทปจากส่วนกลางบ้าง จากมูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อนบ้าง แต่เพียงยืมใช้ไม่กี่ครั้งก็เห็นความไม่ราบรื่นยืนนาน
ด้วยความที่อาตมาทำเทปแจก ต่อมาจึงมี คุณ ระยะ จตุรบุล คุณ หนู รัชนี คุณ สุนันทา(จันทร์กระจ่าง) ก็มาปวารณาเอาไว้ บริจาคให้เดือนละลัง ท่านจะใช้เท่าไรสั่งไปใช้ได้เลย โยมจะมาจ่ายเงินเอง ลังหนึ่งมี ๒๐๐ ม้วน ราคาก็อยู่แถวๆ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อทำแจกไปก็มีคนช่วยสนับสนุนเงินมาก็มี ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ช่วยงาน ส่วนใหญ่ก็คนที่เคยมาปรึกษาปัญหา เคยฟังธรรมอาตมา ก็มาฟังธรรมต่อพร้อมช่วยอำนวยความสะดวกในงานให้ด้วย และนั่นแหละผู้ช่วยด้านการเงินจึงเกิดขึ้นโดยปริยาย ทั้งที่อาตมาไม่ได้เรียกร้อง ไม่ได้แต่งตั้ง
มาภายหลังเมื่อมีกิจกรรมมากขึ้น มีเจ้าหน้าที่การเงินสองกองสามกอง พร้อมสนับสนุนงานอาตมา ๆ จึงปรึกษากับหลายๆคนที่ช่วยงาน ด้วยเห็นว่า หากเป็นอย่างนี้ไป คงไม่สวย และอาจมีเรื่องเสื่อมเสียได้ เมื่อคุยกับผู้ร่วมงานก็ได้บทสรุปว่าควรจะจัดตั้งให้เป็นกิจจะลักษณะ มีการตรวจสอบกันได้
พอดีก่อนหน้านั้นอาตมาชวนทีมงานไปจัดกิจกรรม ฟ้าใสใจสว่างกลางสวนน้ำบึงกุ่ม คือนำธัมมะไปสู่สวนสาธารณะ โดยร่วมงานกับเจ้าหน้าที่พัฒนาการเกษตรเขตบึงกุ่ม (คุณ หนู รัชนีศรีเกิด) โดยก่อนไปจัดงานนั้น คณะทำงานก็คุยกันว่าจะใช้ชื่อคณะทำงานว่าอย่างไร ผลสรุปคือหลายคนเห็นด้วยกับอาตมาที่จะใช้ชื่อว่า กองหนุนจริยธรรม นั่นแหละคือการเกิดขึ้นของชื่อกองหนุนจริยธรรม ซึ่งต่อมา อาตมาก็เอามาเสนอกับคณะทำงาน ที่ช่วยงานอยู่ เมื่อมีการประชุมเพื่อจัดตั้งอย่างเป็นกิจจลักษณะ ในวันที่ ๑๕ มิ.ย. ๔๖ และวันนี้แหละเป็นวันเกิดอย่างเต็มรูปเต็มนามของกองหนุนจริยธรรม ทั้งเป็นการประชุมครั้งแรก ซึ่งก็มีการตั้งคณะกรรมการ ประธาน รองประธาน เหรัญญิก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบบัญชี (ทั้งที่งบมีไม่กี่บาท)
บอกแล้วในขณะยืมใช้เครื่องก๊อปปี้เทป ก็เห็นความไม่ราบรื่นยืนนาน ไม่เพียงนั้น อาตมาเห็นอยู่ว่า เทปกำลังจะเป็นสื่อตกสมัย และเหมือนต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ นั่นแหละจึงคิดทำCD ธัมมะ ซึ่งตอนนั้นก็ใช้คอมพ์เป็นบ้างแล้ว โดยจริงเรื่องคอมพ์ ก็ไม่คิดมาก่อนว่าตนจะเป็น และต้องคุ้นกับเขา แต่เริ่มต้นจากอาตมาเขียนหนังสือ แล้วส่งข้อเขียนให้คนอื่น คนอื่นก็ต้องไปพิมพ์และจัดอาร์ตอีก ซึ่งส่งผลเป็นความคลาดเคลื่อนได้ แม้การอาร์ตคำความก็ไม่รู้ว่าจะได้ดังใจหมายหรือไม่? ประเด็นใหญ่คือรู้สึกเกรงใจคนอื่นที่ต้องมานั่งแกะลายมืออันวิจิตรของอาตมา นั่นแหละจึงตื่นมาหัดพิมพ์ ฟหกด ด่าสว โดยอาศัยคอมพ์ที่หลวงปู่ พิสุทโธ ใช้อยู่ แต่ตอนตีสาม ตีสามกว่า เครื่องจะว่าง ก็มาฝึกพิมพ์เช้าละชั่วโมงสองชั่วโมง ฝึกอยู่ประมาณสามเดือนก็เป็นหมด พอดีช่วงนั้น คุณ อุบลรัตน์ ซึ่งทำงานผลิตสื่อการสอน มาสนทนาธรรมด้วยบ่อยๆ อาตมาก็ปรึกษาเรื่องงาน เรื่องการทำสื่อ ทำหนังสือกับเธอไปบ้าง ไม่นานคุณ อุบลรัตน์ ซึ่งคงเห็นดีกับไฟในการงานของอาตมา ก็ขอนำเครื่องคอมพ์มาถวาย ให้อาตมาใช้พิมพ์งาน จัดอาร์ตทำหนังสือ
๑ พ.ค. ๒๕๔๓ นั่นแหละที่อาตมาได้อยู่กับเครื่องคอมพ์ ได้อาศัยเขาเข้าช่วยในงานศาสนา พร้อมนี้เขาก็มักทักก่อนเสมอเมื่อเจอหน้าเวลาเปิดเครื่องว่า เวรกรรม ด้วยความที่คุ้นและเห็นคุณของคอมพ์มาบ้าง เมื่อการทำเทปธัมมะไม่ราบรื่น เห็นแววสูญพันธ์ นั้นแหละอาตมาจึงคิด เอาเสียงธัมมะบรรจุลง CD โดยใช้เครื่องคอมพ์บันทึกเสียง แล้วไรท์ออกมาเป็นแผ่นออดิโอ ซึ่งสมัยนั้นอาตมาเป็นผู้ผลักดัน และขวนขวายให้ใช้เครื่องคอมพ์บันทึกเสียงเทศน์ ที่คลังเสียงสันติอโศกด้วย กระทั่งต่อมาเครื่องเทปบันทึกเสียง รวมทั้งเครื่อง MD บันทึกเสียง ก็ถูกปลดระวางไปโดยปริยาย
เมื่อทำ CD ธัมมะ อาตมาก็แจกให้กับผู้มาถือศีล ๘ แต่แจกแล้วรู้สึกไม่จุใจ เพราะ CD ธัมมะหนึ่งแผ่น บันทึกเสียงได้เต็มพิกัด ก็ประมาณ 75 - 80 นาที ทั้งที่ในงานศีล ๘ ครั้งหนึ่ง ก็มีการเทศน์หลายช่วงหลายชั่วโมง บวกกับช่วงนั้นเห็นแล้วว่าหากทำ AUDIO CD ธัมมะ ก็จะมีต้นฉบับเยอะมากๆกว่าที่มีอยู่ นั่นแหละจึงคิด ทำ CD MP3 ธัมมะขึ้น และก็บุกเบิก ธัมมะในรูปแบบ Mp3 มาก่อนใคร แม้ในแวดวงอโศกก็ตาม ตอนนั้นมีญาติโยมหลายคนตามไม่ทัน อาตมาก็ผลักดันให้ญาติโยมหาเครื่องเปิด Mp 3 มาใช้อีก ...มาปัจจุบันนี้ การมีเครื่องเปิด CD Mp3 เป็นปกติไปแล้ว
สมัยนั้นก็ดีใจมาก ที่ได้ทำให้ธัมมะ ราคาประหยัดขึ้น จากเทปธัมมะที่ขายกัน ม้วนละ ๓๐ บาท ได้ฟังธรรมหนึ่งชั่วโมง แต่ Mp3 ธัมมะหนึ่งแผ่นที่ทำออกมา คนได้ฟังธรรมถึง ๑๒ ชั่วโมง ๔๕ นาที ส่วนราคาที่คนเอาไปขายกำหนด ก็เพียง 90 บาท เท่านั้น โดยจริงฝ่ายขายก็ไม่ได้คิดเรื่องเงินหรอก แต่คิดว่า สายพานของการขายจะช่วยแพร่กระจายธัมมะได้กว้างขึ้น เป็นประโยชน์ไกลกว่าที่แจกกันเองเฉพาะผู้พบเจอ ซึ่งแนวคิดนี้ก็ดี แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่แนวทางสุดยอดที่อาตมาเห็น อาตมาเห็นว่าธัมมะไม่ควรเป็นสินค้า ไม่ควรถูกตีราคาเป็นตัวเงิน การให้ธรรมเป็นทานหรือการให้กันไปช่วยกันมา เป็นสิ่งที่ดีกว่า คือใครไม่สะดวกเรื่องทรัพย์สิน แต่อยากฟังธรรมก็เอาไปฟังฟรีได้เลย ใครมีทรัพย์สินเหลือเฟือทิ้งๆขว้างๆแล้ว อยากสนับสนุนให้คนเหล่าอื่นได้ฟังธรรมบ้าง ก็สนับสนุนตามควรแก่ตน อย่างนี้เป็นบุญและเป็นความสบายใจทุกฝ่าย...
ซึ่งต่อมาอาตมาก็ให้แนวทางนี้กับทีมงานที่ช่วยเผยแพร่ธัมมะ ส่วนธัมมะจะไปกว้างไกลมากน้อยแค่ไหน อาตมาไม่เชื่อว่าระบบการกระจาย จะสำคัญไปกว่าเนื้อธรรม หากเนื้อธรรมใช่ ลมปากของผู้สัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นเนื้อธรรมที่ชัด จะเป่าสะพัดฟุ้งไปเอง
กับการผลิตสื่อ CD ธัมมะ หรือ CD Mp3 ธัมมะ ที่ทำมาตั้งแต่แรก บุคคลที่อาตมาต้องโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ คุณ ระยะ จตุรบูล เพราะอุปกรณ์งานชิ้นสำคัญๆ รวมทั้งเครื่อง Copy CD ที่ใช้ในการผลิตก็ได้รับการอุปถัมภ์จากโยมท่านนี้ โดยจริงในสายงานที่ทำอยู่ ยังมีพี่น้องอีกหลายท่านที่มากน้ำใจ เห็นคุณค่า แล้วอุปถัมภ์งานอาตมา ก็ต้องโมทนาแทนมนุษย์ชาติไว้ ณ ที่นี้ด้วย
กับงานปฏิสันถารก็ตาม กิจกรรมศีล ๘ ก็ตาม หรือทำเทป ทำสื่อ CD , Mp3 ธัมมะเผยแพร่ก็ตาม ...สิ่งที่อาตมาได้เรียนรู้อย่างสำคัญ คือ ยิ่งให้ใจก็ยิ่งได้ใจ ยิ่งให้ไปก็ยิ่งได้มา และเชื่อมั่นว่าจะเป็นงานศาสนา หรืองานการเมืองก็ตาม หากผู้จะทำ...มุ่งให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ชาติอย่างจริงใจ ขอเพียงลงแรงไปริเริ่มเถอะ จะมีคนเอามือมาให้เอาใจมาร่วม แล้วจากนั้นจะไม่มีภาวะขาดแคลน แม้เพียงคิดทำกิจ ก็จะเหมือนมีเทพรู้จิตมาคอยอุ้มสมอยู่เสมอๆ
ด้วยความที่ยังเพลิดไปกับการงาน และยังไม่สลดจริงจังกับกิเลสส่วนเหลือที่ตนมี ชีวิตจึงยังคงโลดแล่นไปกับกิจนอกตัว มากกว่ามุ่งทำความจบกิจทางจิตให้กับตน ต่อมาอาตมาจึงขวนขวายไปโยกย้ายวิทยุชุมชน ที่ ส.เพาะพุทธ(ท่านจันทร์ นักบวชรุ่นพี่) ดำริทำไว้ที่ ปัฐวิกรณ์ แต่ขาดทีมงาน ขาดผู้บริหารดูแลอย่างจริงจัง ให้มาอยู่ที่สันติอโศก และก็เป็นมือเป็นเท้าผลักดันกระทั่งเป็นสถานีวิทยุออกอากาศมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็มีบ่อยที่อาตมาไปดัดจริตออกรายการวิทยุ ทั้งที่พื้นฐานไม่ใช่คนแถวนั้นเลยแม้น้อย เรื่องนี้ไม่ขอเล่ามาก แต่จะเป็นงานนี้หรืองานไหนในเส้นทางการงานที่ผ่านมา ข้อดีหนึ่งที่อาตมาเห็นในการงาน คือ ตัวตนของมานะทิฏฐิ มานะอัตตา หรืออัตตาอัตตนียา(ยึดเป็นตน ยึดเป็นของตน) จะปรากฏอย่างชัดๆ ซึ่งไม่ใช่แค่มานะแบบเด็กๆที่ยึดติดเพียงว่า ใครจะทักใครก่อน แต่มากซับซ้อนยากจะแฉ
ด้วยแนวทางประพฤติธรรม ที่ดำเนินมาพร้อมๆกับกิจเกื้อกูล วันหนึ่ง อาจารย์ อัจฉริยา อังศุธรรม ซึ่งปีนั้นเธอเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สอนการบริหารการตลาด เธอมาสนทนาธรรมกับอาตมาด้วยเรื่อง รักเป็นพิษ ตอนนั้นอาตมาก็ให้คำแนะนำเธอ ทั้งให้หนังสือที่เขียนขึ้นแก่เธอไป...ต่อมาเธอมาชักชวนให้อาตมานำธัมมะไปสู่วัยรุ่นวัยเรียน เธอบอกว่า วัยรุ่นปัญหาเยอะมาก และอาตมาน่าจะคุยกับวัยรุ่นได้ แต่การจะตะลอนๆเข้าหาวัยรุ่นตามมหาลัยคงทำได้ยาก หากส่งผ่านเวบไซต์ ก็น่าจะมีส่วนดึงวัยรุ่นมาสู่ธัมมะได้บ้าง อาตมาฟังแล้วก็ปลื้มกับน้ำใจแม่พระของวัยรุ่นที่เธอมี จึงยินดีที่จะสนับสนุนเจตนารมณ์ของเธอ...และนั่นแหละที่มาของเวบ Roidao.com
โดยเบื้องต้น อ.อัจฉริยา อังศุธรรม เธอทำเวบถวายอาตมา และเวบนี้แจ้งจดโดเมนเนม เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๘ แล้วต่อมาเธอก็จ้างวานมืออาชีพทำเพื่อให้เกิดการใช้งานที่ง่ายและอาตมาสามารถดูแล นำเสนอข้อมูลเองได้ ซึ่งตอนนั้นอาตมาไม่มีความรู้เรื่องเวบเลยแม้น้อย แต่เมื่ออัจฉริยาทำคลอดเวบแล้ว ภาระบุญที่อัจฉริยาริเริ่ม จึงตกแก่อาตมา กระทั่งต่อมาอาตมาก็เหมือนบิดา Roidao.com ไปเต็มตัว และไม่เพียงแค่ดูแล แต่ยังทำเวบเป็นอีกด้วย
กับการทำเวบเป็น ต้องบอกว่าด้วยแรงขับจาก สาว แนน ศรัณย์ลักษณ์ กรีบวารี ซึ่งเธอเป็นวัยรุ่น ที่ฟังธรรมผ่านเวบ Roidao.com แล้วมีช่วงหนึ่งที่เวบหายไป เพราะการย้าย Server แล้วระบบปฏิบัติการของเวบ ไม่อาจแสดงได้เมื่อย้ายไปอยู่ Server ใหม่ ช่วงนี้แหละที่สาวแนน เธอหาข้อมูล หาเบอร์โทร กระทั่งต่อสายถึงสันติอโศก ถามหาผู้ดูแลเวบ ตอนนั้นอาตมาเป็นผู้รับสาย เธอก็ถามว่า Roidao.com หายไปไหน เธอบอกว่า เธอฟังธรรมผ่านเวบนี้อยู่เป็นประจำ กระทั่งหลักคิด แม้การดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป(ไปในทางธรรม) นั่นแหละที่ทำให้อาตมานับหนึ่งการลงมือทำเวบด้วยตนเองอย่างจริงจัง ทำแล้วไม่นาน สาวแหม่ม ซึ่งเป็นคาทอลิก ก็แจ้งมาว่า ฟังธรรมจากเวบนี้ ฟังแล้วดี ได้ประโยชน์ อยากฟังอีก แต่เวบขาดช่วงไป ตอนนั้นเวบ Roidao.com โฉมใหม่ยังทำไม่เสร็จ อาตมาจึงให้เธอเอาตัวฮาร์ดไดร์ มาดูดข้อมูลธรรมมะทั้งหมดที่มีไปฟังก่อนได้เลย
โดยตนก็ไม่เคยนึกว่า สาวรุ่น อยู่สังคมเมือง จะสนใจฟังธรรมปานนี้ และนี่แหละที่ทำให้อาตมาเหมือนโดนฉีด M 150 เข้าไปแปดขวด กระทั่งต้องพยายามทำเวบให้เสร็จ และนำธรรมมะขึ้นสู่โลกออนไลน์ให้ได้ ทั้งที่โดยจริงตนไม่ใช่คนแถวนี้เลย
นานวันมา แม้จะสุขอยู่ในกิจสร้างสรร กระนั้นอาตมาก็ยังไม่เห็นที่มั่นทางใจ และจากเห็นนักบวชรุ่นเก่า บางท่านเทศน์เก่ง ผลงานมาก แต่สุดท้ายกิเลสลากคอไปเหยียบก็มี นี่แหละที่ทำให้อาตมาต้องทบทวนแนวธรรมอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่พักร้อนมาบวช ทั้งไม่เลือกที่จะเป็นพระอันดับไปวันๆ หรือเป็นสีสันให้ใครแต้มเติมเสริมบารมีใส่ตน และโดยคำสอนของพระพุทธองค์ ท่านสอนไว้โดยนัยว่า แก่นแท้ในเส้นทางธรรมอยู่ที่วิมุตติหลุดพ้น นอกนี้ แม้ดีสุดดี หรือบารมีโลกสุดหรูอลังการปานใด นั่นก็เพียงสีสันในการเดินทางเท่านั้น
ส.ร้อยดาว ๑๑ มิ.ย. ๕๒ |